ความสูญเสียที่ไม่อยากให้วันนั้นมาถึง

ความสูญเสียที่ไม่อยากให้วันนั้นมาถึง ตั้งแต่เป็นเด็กสิ่งที่ทำให้ฉันกลัวที่สุดนั้นคือ  “ความตาย”  นึกทีไรต้องมีน้ำตาไหลทุกที เพราะความตายคือ  การสูญเสีย ฉันไม่อยากสูญเสียใครเลย ฉันไม่อยากเสียใจ ร้องไห้ฟูมฟายและเจ็บปวดใจ คุณลองคิดดูสิหากวันหนึ่งคนที่รักเราได้จากไปแบบไม่มีวันกลับ ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก เราจะเป็นยังไง เราคงนอนจมความคิดถึงอย่างทรมาน 

มันเปรียบเสมือนแผลที่ไม่มียาอะไรจะรักษาได้นอกเสียจาก “เวลา”  ไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเลย ทุกคืนก่อนนอนฉันชอบนอนคิดว่าถ้าวันนึง พ่อแม่ตายขึ้นมาฉันจะเป็นยังไงนะ คำตอบที่ได้คือ คงร้องไห้เสียใจอาจจะเสียใจจนเป็นบ้าไปเลยด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกว่าในโลกใบนี้แล้วฉันรักพ่อแม่กว่าชีวิตฉันอีกด้วยซ้ำ เพราะพ่อแม่คือทุกสิ่งสำหรับฉัน พ่อแม่คือทุกอย่าง พ่อแม่คือคนบนโลกที่ไม่ว่าฉันจะเป็นอย่างไรพวกเขาก็ยังรัก รักด้วยหัวใจที่ริสุทธิ์จริงๆ ไม่อาจมีใครรักฉันได้เท่าที่พวกเขารักอีกแล้ว

ถึงแม้จะกลัวขนาดไหนแต่ยังไงซะ สิ่งที่ทุกคนบนโลกไม่มีใครหนีพ้นก็คือ “ความตาย” เ พราะทุกคนในโลกมีเกิด มีเจ็บ มีตาย เป็นกันทุกคนทุกครอบครัวอยู่แล้ว ไม่มีใครหนีสิ่งเหล่านี้พ้น ฉันจึงเริ่มคิดว่าถ้ายังไงซะก็หนีไม่พ้นอยู่แล้ว เราจะใช้ชีวิตยังไงให้รู้สึกไม่ทุกข์หากวันเหล่านั้นมาถึง

ฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง พฤติกรรมที่มีต่อคนในครอบครัว จากดื้อรั้น เถียงไม่เคยแพ้ กลายเป็นฉันไม่เถียงพ่อแม่อีกเลย สิ่งไหนที่ถ้าฉันทำแล้วฉันต้องมานั่งรู้สึกผิดทีหลัง ฉันจะไม่ทำเด็ดขาด มันคือกฎเหล็กในชีวิต เพราะฉันไม่อยากต้องมานั่งรู้สึกผิดหรือเสียดายอะไรในตอนที่ฉันไม่มีโอกาสได้ทำมันอีกแล้ว

ทุกวันนี้ฉันก็ยังต้อ งนึกทุกคืนทุกวันว่าถ้าหากวันเหล่านั้นมาถึงฉันจะอยู่ได้อย่างไร ฉันเคยเอาไปคุยกับแม่ แม่ตอบกลับมาว่า คนเราหนีเรื่องแบบนี้ไม่พ้น หากรู้ว่าใกล้จะถึงวันนั้นแล้วคงต้องรีบเคลียแล้วสะสางเรื่องที่ติดค้างในใจออกทั้งหมดเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียจีหลังเพราะสุดท้ายแล้วคนทุกคนก็ต้องจากไปเหมือนกันหมด ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า มันเป็นสัจธรรมของชีวิต ความตายเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นจริงเสมอไม่ว่าจะดูแลตัวเองให้ดีอย่างไร แข็งแรงแค่ไหน สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องมีวันสิ้นสุดเหมือนกันหมดทุกคน

การที่เราคิดได้ตั้งแต่เนิ่นๆนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เพราะนอกจากเราจะเริ่มปฏิบัติตัวเป็นคนที่คิดดี ทำดี ไม่ทำให้คนข้างกายเสียใจหรือผิดหวังได้แล้วนั้น มันยังทำให้เราไม่ต้องมามีเรื่องเสียใจหรือเสียดายทีหลังอีกด้วย ทั้งยังทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับคนรอบข้างและคนที่อยู่ข้างตัวคุณด้วย หากวันใดใครสักคนต้องจากไปก่อน ก็คงจะไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้เสียใจมากนัก น้ำตาที่ไหลในตอนนั้นก็คงจะเป็นน้ำตาแห่งความคิดถึงเท่านั้น ไม่ทรมานจากความรู้สึกผิด แต่เป็นเพียงความทรมานที่คิดถึงเท่านั้นเอง

สุดท้ายแล้วคงไม่มีใครหนีความตายพ้น ทุกคนล้วนต้องตาย แต่ถ้าหากยังมีวันให้ได้ใช้ชีวิตแล้วหละก็ จงทำวันเหล่าให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย ทำทุกสิ่งที่อยากทำ ทำตัวดีกับคนทุกคน มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ อย่าเสียเวลาไปกับการโกรธเกลียดใคร อย่าเสียเวลากับการบั่นทอนจิตใจตัวเอง เวลาที่เรามีเราต้องใช้มันให้คุ้ม หากวันนั้นมาถึงจริงๆก็คงจะเหลือแต่ความทรงจำดีๆให้ไว้คิดถึงไม่เสียดายหรือรู้สึกผิดอะไร

 

Christmas Eve

วันคริสต์มาส

              ทุกช่วงปลายปีทีไร ชาวไทยเราก็มีเทศกาลให้ฉลองต่อเนื่องกันยาวๆอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่หรือวันคริสต์มาสที่กำลังจะมาถึงนี้ แม้ว่าวันคริสต์มาสนี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธสักเท่าไร แต่ด้วยความเป็นคนไทยนั้น ฉลองได้ทุกเทศกาลอยู่แล้ว ไหนๆก็ต้องฉลองกันแล้ว เราลองมารู้จักกับวันคริสต์มาสก่อนดีกว่า  ว่ามีที่มาเป็นอย่างไร ทำไมถึงต้องนับเป็นวันฉลอง

คำว่า “คริสต์มาส” เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า “บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า” ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas หรือที่คนไทยเรียกว่า คริสต์มาส นั่นเอง

เทศกาลวันคริสต์มาส ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยวันดังกล่าวอาจจะไม่ตรงกับวันเกิดจริงๆของพระเยซู แต่อาจจะเป็นวันที่ถูกเลือกเอาไว้เพื่อให้สอดคล้องกับเทศกาลโรมัน โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล

เทศกาลคริสต์มาสจึงถือเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ “พระเยซู” ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่ว ดังนั้น วันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญมากๆสำหรับชาวคริสต์ทั่วโลก จะมีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ในย่านของชาวคริสเตียนนั้นจะมีการจัดเทศกาลนี้ยาวนานถึง 12 วัน การเฉลิมฉลองนั้นมีทั้งแบบสมัยใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาเลยกับอีกแบบหนึ่งคือแบบดั้งเดิม โดยประเพณีที่เป็นนิยมในสมัยใหม่นั้น ได้แก่ การมอบของขวัญ การแลกเปลี่ยนการ์ดอวยพร  รวมถึงตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม เพื่อสร้างบรรยากาศให้น่าอบอุ่นยิ่งขึ้น

การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งกำเนิดจากที่พวกนักเวทย์จากตะวันออกได้เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ และได้นำของเหล่านี้มาถวายให้ตอนที่ท่านประสูตินั่นเอง

การจัดงานเลี้ยงฉลองในโบสถ์ การรับประทานอาหารมื้อพิเศษ และการโชว์งานตกแต่งประดับประดาตามสถานที่ต่าง ๆด้วย ต้นคริสต์มาส ดวงไฟประดับ พวงดอกไม้ ต้นมิสเซิลโท การแสดงเกี่ยวกับวันประสูติของพระเยซู และต้นฮอลลี่ นอกจากนี้บิดาแห่งคริสต์มาส (หรือที่ชาวอเมริกาเหนือและไอร์แลนด์เรียกว่า ซานตาคลอส) ยังเป็นอีกหนึ่งตำนานที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีและแพร่หลายไปทั่วโลกว่าเป็นผู้นำของขวัญมามอบให้กับเด็กๆในวันคริสต์มาส

ว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลาส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาคลอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี

นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็ก ๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 25 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็ก ๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัส  เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเด็กเหล่านั้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่ได้เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย เป็นหลักปฏิบัติที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนาน และเป็นเทศกาลที่นำความสุข ความสนุกสนาน และความอบอุ่น มาสู่ชาวคริสต์ทั่วโลกอีกด้วย